Peerawayt Krasaesom

Artist with a big imagination from a small village in Surin province,Thailand, which is characterized by it’s simple lifestyle. One must be more disciplined and civilized to live in the big city; an artist must adapt his lifestyle. At a certain point in your life, a force from within motivates you to become an artist.

“No matter if you are a human or an animal, if you are living in a different environment than you are used to, one must adapt in order to survive. I try to express my thoughts on “matter” or the objects around us such as air, water, humans, animals, plants and media in artwork. As far back as I can remember I lived a countryside life, easy-going and based in nature. Until, as an adult, I moved to the capitol and life became complicated and I struggled. Struggling often occurs when humans, animals, or plants must live in different environments from where they lived in the past. So we must adapt ourselves to survive, physically and mentally.” – Peerawayt Krasaesom

Now Peerawayt is an art teacher (Scholar and Vocational Training ) at Ban Mutita Juvenile Vocational Training Centre for Boys. Department of Juvenile Observation and Protection Ministry of Justice of Thailand. He also spends time after work as a painter.

พีรเวทย์ กระแสโสม
กำเนิดจากแผ่นดินอีสาน จ.สุรินทร์ ในวัยเยาว์ก็มีชีวิตชนบท โดยอยู่อาศัยกับครอบครัวที่ทำเกษตรกรรม ช่วงนั้นจึงกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะเรื่องรูปลักษณ์ สีสัน ที่มีผลต่อการสร้างผลงานต่อมา ภายหลังเข้ามาศึกษามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯจึงได้เรียนรู้สังคมเมืองและสิ่งแปลกใหม่มากขึ้น ประกอบกับชอบข้อมูลสื่อต่างๆ มักจะติดตามข่าวสารเสมอ เหตุจากต้องการเติมเต็มชีวิตที่ห่างไกลความเจริญ ข้อมูลเรื่องสื่อจึงมีอิทธิพลต่อการทำงานของศิลปินเช่นกัน

หลังจบการศึกษาศิลปินได้ประกอบอาชีพศิลปินอิสระ หลากแขนง เนื่องจากต้องการเรียนรู้การทำงานศิลปะหลากแบบ และเติมเต็มชีวิตการเรียนรู้ตนเองให้เต็ม อาทิ งานกราฟิก โทรทัศน์ สินค้า หรือแม้แต่สอนหนังสือ

ในปี 2015 ศิลปินได้ตัดสินใจเข้าสู่ระบบทำงานรัฐบาลในฐานะ พนักงานราชการ ตำแหน่ง นักวิชาการอบรมและฝึกวิชาชีพ ด้านศิลปะ กรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม โดยทำการสอนศิลปะและกิจกรรมอื่นๆ ให้กับเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดในระหว่างอายุ 15-18 ปี และถูกควบคุมให้อยู่ในสถานควบคุมหรือศูนย์ฝึกและอบรม โดยทั่วไปจะคุ้นคำว่าสถานพินิจ โดยศิลปินได้ทำงานประจำเวลาจันทร์ – ศุกร์ ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านมุทิตา นครปฐม

การทำงานที่พลิกบทบาทและท้าทายสูงมากครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งศิลปินได้วางแผนแล้วว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งหรืออิ่มตัวกับงานที่ทำ อยากจะทำงานให้สังคมและมีรายได้ที่พอยังชีพได้ ประกอบกับมีเวลาที่ยังทำผลงานศิลปะได้ ในเวลาว่างหรือวันหยุด

ศิลปินใช้ประสบการณ์ช่วงที่เคยเกือบก้าวพลาดในชีวิต เคยหนีเรียน เคยเล่นเสพสุรา เคยทะเลาะกับครอบครัว เคยหนีออกจากบ้าน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เด็กทุกคนเคยก้าวหรือเกือบก้าวพลาด แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราจะประครองชีวิตให้อยู่รอดและโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทุกคนยอมรับได้อย่างไร

การสอนบางครั้งก็ต้องดุดัน บางครั้งก็ต้องปล่อยวาง การสอนเด็กกลุ่มพิเศษค่อนข้างละเอียดอ่อน นอกเหนือการสอนาการศึกษาพื้นฐานแล้ว จะต้องสอนเรื่องจิตวิทยาการใช้ชีวิตกับสังคม ศีลธรรม โดยเฉพาะการสมมุติสถานการณ์หรือนำผลสรุปของผลที่ตามมาให้เข้าใจตระหนักต่อผลที่ตามมา การสร้างการศึกษาและอาชีพจึงสำคัญกับเด็กมาก ศิลปินจึงมักชักชวนมิตรสหายที่ต้องการสนใจร่วมกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนเสมอ

ปัจจุบัน แม้เวลาการทำงานศิลปะจะน้อยลง แต่ก็ยังคงทำงานต่อเนื่อง มันเหมือนหน้าที่หนึ่งที่ต้องทำต่อ การทำงานศิลปะไม่ควรมีข้ออ้างเรื่องเวลา โอกาส สถานที่ ควรเคารพปัจจัยที่มีจริง โดยแนวทางศิลปะศิลปินยังคงใช้รูปทรงทรงที่คลี่คลายจากงานยุคแรก ที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตก่อน และเป็นผลงานนามธรรมโดยศิลปินปฏิเสธรูปลักษณ์ที่สมบูรน์ แต่ยกให้การทำงานจากภายในดำเนิน ภายหลังได้ปรับเนื้อหาของสื่อหรือภาพภาพบุคคลที่ผ่านในทัศน์ของตนมากขึ้น หรือการเน้นภาพบุคคล ศิลปินจึงเริ่มมีความรู้สึกต่อการใกล้ความรู้สึกมนุษย์มากขึ้น ทำนองการยอมรับความเป็นมนุษย์หรือสัจธรรมแท้จริง พร้อมกับประสบการณ์และวัยที่เพิ่มขึ้น